22 กุมภาพันธ์ 2554
ขออนุญาตชี้แจง แถลงไขกับการหายตัวไปน๊าน........นาน
20:34 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
สวัสดีครับพี่น้องเกษตรกรและผู้ที่สนใจในเรื่องการเกษตรโดยเฉพาะถั่วลิสง ที่ผมอยู่ร่วมกับมันมาเกือบๆๆ 10 ปี ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตชี้แจงเหตุที่ไม่ได้อัพบล็อก นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ให้พี่น้องได้อ่านกัน เพราะ งานที่รุมเร้า ทั้งศึกนอก ศึกใน ยังกะกองทัพท่านโจโฉที่ยกมาตีเมืองท่านเล่าปี่ ใน สามก๊ก ยังไงยังงั้น เหนื่อยครับแต่ตราบที่ลมหายใจยังอุ่นๆ คงไม่มีอะไรให้ท้อครับ จริงป่ะครับพี่น้อง......(ไฮปาร์ค) เอาเป็นว่าจากนี้ไปผมจะนำเสนอเรื่องราวต่างๆๆต่อเนื่องกว่านี้นะครับ กราบขอ อภัย(มณี) มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
เกษตรกรส่วนใหญ่คงดูถั่วลิสงออกดอกไปเรียบร้อยแล้วนะครับ สิ่งที่อยากฝากเตือนพี่น้องในช่วงนี้คือ สภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ลากยาวมานานเกือบสี่เดือน ความแห้งแล้ง จะทำให้ มีแมลงศัตรูพืชที่มาพร้อมๆ สภาพอย่างนี้ได้นะครับ เพลี้ยอ่อนถั่ว เพลี้๊ยจั๊กจั่น เพลี๊ยไฟ โดยเฉพาะเพลี๊ยไฟ ที่เป็นพาหะโรคยอดไหม้ ทำลายต้นถั่วได้ทุกระยะ ต้องระวังนะครับ หมั่นตรวจแปลงตอนเช้าๆ หรือ ตอนหัวค่ำ หากพบแมลงศัตรูพืชดังที่กล่าวมาแล้ว ควรใช้ยาฉีดพ่นนะครับ ยาที่ใช้ได้ดี เช่น ฟิโฟนิล หรือ อบาเม็กตรินก็เด่นครับ ใช้ได้ มิฉะนั้นอาจต้องหดหู่ใจกับต้นถั่วลิสงที่ใบแห้งกรอบ ยอดไหม้ตายลงทุกวันนะครับ วันนี้ผมไปเจอการระบาดของโรคยอดไหม้ที่กาฬสินธุ์แล้วเก็บภาพมาฝาก หากเกษตรกรท่านใดพบเจอลักษณะเหมือนภาพให้รีบฉีดพ่นยา นะครับ เดี๋ยวไปกระทบผลผลิตที่กำลังรอเก็บเกี่ยวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว เป็นกำลังใจให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาด้วยนะครับ เฮ่ยยยยยยย.....เห็นแล้วอ่อนใจกับอนาคตถั่วลิสงในประเทศเราซะเหลือเกิ๊นนนนนนนนนนน......วันนี้ไปแล้วครับ
เกษตรกรส่วนใหญ่คงดูถั่วลิสงออกดอกไปเรียบร้อยแล้วนะครับ สิ่งที่อยากฝากเตือนพี่น้องในช่วงนี้คือ สภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ลากยาวมานานเกือบสี่เดือน ความแห้งแล้ง จะทำให้ มีแมลงศัตรูพืชที่มาพร้อมๆ สภาพอย่างนี้ได้นะครับ เพลี้ยอ่อนถั่ว เพลี้๊ยจั๊กจั่น เพลี๊ยไฟ โดยเฉพาะเพลี๊ยไฟ ที่เป็นพาหะโรคยอดไหม้ ทำลายต้นถั่วได้ทุกระยะ ต้องระวังนะครับ หมั่นตรวจแปลงตอนเช้าๆ หรือ ตอนหัวค่ำ หากพบแมลงศัตรูพืชดังที่กล่าวมาแล้ว ควรใช้ยาฉีดพ่นนะครับ ยาที่ใช้ได้ดี เช่น ฟิโฟนิล หรือ อบาเม็กตรินก็เด่นครับ ใช้ได้ มิฉะนั้นอาจต้องหดหู่ใจกับต้นถั่วลิสงที่ใบแห้งกรอบ ยอดไหม้ตายลงทุกวันนะครับ วันนี้ผมไปเจอการระบาดของโรคยอดไหม้ที่กาฬสินธุ์แล้วเก็บภาพมาฝาก หากเกษตรกรท่านใดพบเจอลักษณะเหมือนภาพให้รีบฉีดพ่นยา นะครับ เดี๋ยวไปกระทบผลผลิตที่กำลังรอเก็บเกี่ยวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว เป็นกำลังใจให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาด้วยนะครับ เฮ่ยยยยยยย.....เห็นแล้วอ่อนใจกับอนาคตถั่วลิสงในประเทศเราซะเหลือเกิ๊นนนนนนนนนนน......วันนี้ไปแล้วครับ
09 พฤศจิกายน 2553
"การปลูกถั่วลิสง" สิ้นสุดการรอคอย
07:35 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
เรื่องราววันนี้อาจเป็นบทความที่ยาวที่สุดในบล็อกของผมตั้งแต่เขียนมาเลย ก็ว่าได้ เพราะผมจะนำเสนอเรื่องราว การปลูกถั่วลิสง จากหลากหลายแหล่ง หลายหลายวิธีการ เรียกว่าเห็นกันหมดเปลือกในเรื่องการปลูกถั่วลิสง ในประเทศไทยกันเลย ซึ่งช่วงนี้ก็ถึงฤดูปลูกพอดี และเป็นคำถามที่เมล์มาถามผมมากที่สุดถึง 26 ฉบับ ขออนุญาตตอบพร้อมกันเลยนะครับ
วิธีแรกเป็นวิธีการที่สุดของที่สุดซึ่งแนะนำโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผมแอบเอามาลงแบบละเอียดที่สุด ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณข้อมูลจากท่าน ดร.จวงจันทร์ ดวงพัตรา (ชื่อนี้ผมเอ่ยถึงบ่อยมากๆ ว่างเมื่อไหร่ผมจะเอาประวัติท่านมาลงให้นะครับ) และอาจารย์ปาริชาติ พรมโชติ บุคคลที่ส่งข้อมูลดีๆให้ผมนะครับ ซึ่งผมเองกล้า การันตีจากการทดลองปลูกด้วยตัวผมเอง ในพื้นที่นาที่ผมปลูกข้าวกินทุกวันนี้ล่ะครับ ว่าได้ผลผลิตดี เหมาะแก่การเผยแพร่แก่เพื่อนๆพี่น้อง เกษตรกรทุกท่าน เริ่มกันเลยนะครับ ขออนุญาติทำเป็นหัวข้อนะครับ จะได้อ่านง่ายๆ ส่วนรูปภาพขอลงท้ายบทความแล้วกันครับ
1. การเตรียมดิน และยกร่อง
-ปรับพื้นที่ ไถตากดินก่อนปลูกอย่างน้อย 7-14 วัน เก็บเศษซากพืชที่มีอยู่ในแปลงทิ้งเพื่อทำลายเชื้อโรคและศัตรูพืชที่อยู่ในดิน ไถยกร่อง ระยะห่างระหว่างร่อง 50 ซม.
2. การใส่ปุ๋ยรองพื้น
-หว่านปุ๋ยสูตร12-24-12 อัตรา 10 กก./ไร่ และ ปุ๋ยคอก ในอัตรา 200 กก./ไร่ โดยการหว่านกระจายให้ทั่วแปลงแล้วพรวนกลบลงดินก่อนปลูก (ทำขณะเตรียมดิน)
3. การเตรียมเมล็ดก่อนปลูก
- คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีคาร์บอกซิน (ไวตาแวกซ์) ตามอัตราแนะนำข้างถุง (3 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม) และ
- คลุกเชื้อไรโซเบียมสำหรับถั่วลิสง อัตรา 200 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 12 กิโลกรัม (คลุกเคล้าเมล็ดถั่วลิสงด้วยน้ำหรือน้ำแป้งเปียกให้ทั่วแล้วเทเชื้อลงคลุก) เมล็ดที่คลุกเชื้อไรโซเบียมควรนำไปปลูกทันที ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 1 วัน
4. ระยะปลูกและการปลูก
- ระหว่างแถว 50 ซม. X ระหว่างหลุม 20 ซม. (1 แถว/แปลง)
- ปลูก 2 เมล็ดต่อหลุม หยอดลึก 3-5 ซม.ล
5. การให้น้ำ
- ปลูกเสร็จให้น้ำตามร่องทันที โดยให้น้ำ 2/3 ของความสูงของร่องน้ำ หลังจากนั้นควรให้น้ำทุกๆ 15 วัน และอย่าให้ถั่วลิสงขาดน้ำในระยะออกดอก (30-40 วันหลังงอก) จนถึงระยะแทงเข็ม (60 วันหลังงอก)
6. การใส่ปุ๋ยและสารปรับปรุงดินหลังปลูก
- หว่านปุ๋ยเคมีสูตร12-24-12 อัตรา30 กก./ไร่ โดยใส่โดยวิธีการขุดฝังเป็นจุดแล้วกลบ ตรงกึ่งกลางระหว่างต้นในแถวปลูกที่ระยะ20 วัน หลังเมล็ดงอก และ
- ใส่ยิปซัมอัตรา 25 กก./ไร่ เมื่อถั่วลิสงเริ่มออกดอกโดยใส่แบบแต่งหน้า (side dressing)ข้างแถวถั่วลิสง
7. การฉีดสารคุมวัชพืชก่อนงอก
- ฉีดยาคุมวัชพืชหลังจากปลูกแล้ว โดยใช้ อะลาคลอร์(แลสโซ่)/ออกซีฟลูออเฟน (โกล 2 อี) หรือ อิมาเซทธาเพอร์ (เปอร์ซูท) ตามอัตราแนะนำ ขณะที่ฉีดพ่นสารเคมี ดินควรมีความชื้นพอสมควร
8. การควบคุมวัชพืชหลังงอก
- ดายหญ้า 2 ครั้ง คือ เมื่อถั่วอายุ 15-20 วันและ30-45 วันหลังปลูก
9. การกำจัดโรคและแมลงฉีดพ่นสารเคมีตามความจำเป็นและการระบาดของโรคและแมลง
- หากพื้นที่มีปัญหาเสี้ยนดิน และปลวก ให้ใช้ คาร์โบฟูราน (ฟูราดาน) อัตรา 6-8 กก./ไร่ ใส่ลงดินรอบโคนต้นนะระยะที่ถั่วลิสงเริ่มแทงเข็ม (40-50 วัน)
- หากพบโรคใบจุด ราสนิม ให้ฉีดพ่นสารเช่น คลอโรธาโลนิล (ดาโคนิล)
- หากพบการระบาดของหนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน ฉีดพ่นด้วยคาร์โบซันแฟน (พอสส์ 20%EC) หรือ คาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) ตามอัตราที่แนะนำ ทุก 7-10 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง
10. การเก็บเกี่ยว
- สุ่มถอนต้นถั่วลิสงขึ้นมาดู เมื่อใกล้อายุเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์ หากมีฝักแก่ (เปลือกฝักด้านในมีสีน้ำตาลหรือดำ) ประมาณ 60-65% ของจำนวนฝักทั้งหมด เริ่มเก็บเกี่ยวได้ โดยถอนด้วยมือหรือขุด
11. การปลิดฝัก
- เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วให้ปลิดฝักทันที เลือกปลิดเฉพาะฝักที่แก่ และฝักที่ไม่เน่าเสียหาย หรืองอก
12. การตาก
- ตากฝักถั่วบนวัสดุรองรับ เช่น ผ้าใบ ตารข่ายไนล่อนชนิดตาถี่ เกลี่ยกองถั่วให้บางสม่ำเสมอ (ไม่ควรเกิน 5 ซม.) ตากประมาณ 4-6 วัน จนควรชื้นลดลงต่ำกว่า 9 % ฝักที่แห้งเมื่อเขย่าจะเกิดเสียงเมล็ดกระทบเปลือกฝัก ในขณะที่ตากระวังอย่าให้ถั่วลิสงถูกฝน
13. การเก็บรักษา
- ทำความสะอาดฝักโดยการร่อนดินออกก่อน คัดแยกฝักเสีย เก็บฝักดี และบรรจุฝักถั่วในกระสอบป่าน นำไปเก็บในโรงเก็บที่อากาศถ่ายเทได้ดี มีหลังคา ไม่มีหนู มอดและแมลงอื่นๆ ควรมีท่อนไม้หรือแคร่รองรับกระสอบที่อยู่ชั้นล่างสุด อย่าให้กระสอบสัมผัสพื้นโดยตรง
วิธีแรกเป็นวิธีการที่สุดของที่สุดซึ่งแนะนำโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผมแอบเอามาลงแบบละเอียดที่สุด ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณข้อมูลจากท่าน ดร.จวงจันทร์ ดวงพัตรา (ชื่อนี้ผมเอ่ยถึงบ่อยมากๆ ว่างเมื่อไหร่ผมจะเอาประวัติท่านมาลงให้นะครับ) และอาจารย์ปาริชาติ พรมโชติ บุคคลที่ส่งข้อมูลดีๆให้ผมนะครับ ซึ่งผมเองกล้า การันตีจากการทดลองปลูกด้วยตัวผมเอง ในพื้นที่นาที่ผมปลูกข้าวกินทุกวันนี้ล่ะครับ ว่าได้ผลผลิตดี เหมาะแก่การเผยแพร่แก่เพื่อนๆพี่น้อง เกษตรกรทุกท่าน เริ่มกันเลยนะครับ ขออนุญาติทำเป็นหัวข้อนะครับ จะได้อ่านง่ายๆ ส่วนรูปภาพขอลงท้ายบทความแล้วกันครับ
1. การเตรียมดิน และยกร่อง
-ปรับพื้นที่ ไถตากดินก่อนปลูกอย่างน้อย 7-14 วัน เก็บเศษซากพืชที่มีอยู่ในแปลงทิ้งเพื่อทำลายเชื้อโรคและศัตรูพืชที่อยู่ในดิน ไถยกร่อง ระยะห่างระหว่างร่อง 50 ซม.
-หว่านปุ๋ยสูตร12-24-12 อัตรา 10 กก./ไร่ และ ปุ๋ยคอก ในอัตรา 200 กก./ไร่ โดยการหว่านกระจายให้ทั่วแปลงแล้วพรวนกลบลงดินก่อนปลูก (ทำขณะเตรียมดิน)
3. การเตรียมเมล็ดก่อนปลูก
- คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีคาร์บอกซิน (ไวตาแวกซ์) ตามอัตราแนะนำข้างถุง (3 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม) และ
- คลุกเชื้อไรโซเบียมสำหรับถั่วลิสง อัตรา 200 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 12 กิโลกรัม (คลุกเคล้าเมล็ดถั่วลิสงด้วยน้ำหรือน้ำแป้งเปียกให้ทั่วแล้วเทเชื้อลงคลุก) เมล็ดที่คลุกเชื้อไรโซเบียมควรนำไปปลูกทันที ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 1 วัน
4. ระยะปลูกและการปลูก
- ระหว่างแถว 50 ซม. X ระหว่างหลุม 20 ซม. (1 แถว/แปลง)
- ปลูก 2 เมล็ดต่อหลุม หยอดลึก 3-5 ซม.ล
5. การให้น้ำ
- ปลูกเสร็จให้น้ำตามร่องทันที โดยให้น้ำ 2/3 ของความสูงของร่องน้ำ หลังจากนั้นควรให้น้ำทุกๆ 15 วัน และอย่าให้ถั่วลิสงขาดน้ำในระยะออกดอก (30-40 วันหลังงอก) จนถึงระยะแทงเข็ม (60 วันหลังงอก)
6. การใส่ปุ๋ยและสารปรับปรุงดินหลังปลูก
- หว่านปุ๋ยเคมีสูตร12-24-12 อัตรา30 กก./ไร่ โดยใส่โดยวิธีการขุดฝังเป็นจุดแล้วกลบ ตรงกึ่งกลางระหว่างต้นในแถวปลูกที่ระยะ20 วัน หลังเมล็ดงอก และ
- ใส่ยิปซัมอัตรา 25 กก./ไร่ เมื่อถั่วลิสงเริ่มออกดอกโดยใส่แบบแต่งหน้า (side dressing)ข้างแถวถั่วลิสง
7. การฉีดสารคุมวัชพืชก่อนงอก
- ฉีดยาคุมวัชพืชหลังจากปลูกแล้ว โดยใช้ อะลาคลอร์(แลสโซ่)/ออกซีฟลูออเฟน (โกล 2 อี) หรือ อิมาเซทธาเพอร์ (เปอร์ซูท) ตามอัตราแนะนำ ขณะที่ฉีดพ่นสารเคมี ดินควรมีความชื้นพอสมควร
8. การควบคุมวัชพืชหลังงอก
- ดายหญ้า 2 ครั้ง คือ เมื่อถั่วอายุ 15-20 วันและ30-45 วันหลังปลูก
9. การกำจัดโรคและแมลงฉีดพ่นสารเคมีตามความจำเป็นและการระบาดของโรคและแมลง
- หากพื้นที่มีปัญหาเสี้ยนดิน และปลวก ให้ใช้ คาร์โบฟูราน (ฟูราดาน) อัตรา 6-8 กก./ไร่ ใส่ลงดินรอบโคนต้นนะระยะที่ถั่วลิสงเริ่มแทงเข็ม (40-50 วัน)
- หากพบโรคใบจุด ราสนิม ให้ฉีดพ่นสารเช่น คลอโรธาโลนิล (ดาโคนิล)
- หากพบการระบาดของหนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน ฉีดพ่นด้วยคาร์โบซันแฟน (พอสส์ 20%EC) หรือ คาร์บาริล (เซฟวิน 85%WP) ตามอัตราที่แนะนำ ทุก 7-10 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง
10. การเก็บเกี่ยว
- สุ่มถอนต้นถั่วลิสงขึ้นมาดู เมื่อใกล้อายุเก็บเกี่ยวของแต่ละพันธุ์ หากมีฝักแก่ (เปลือกฝักด้านในมีสีน้ำตาลหรือดำ) ประมาณ 60-65% ของจำนวนฝักทั้งหมด เริ่มเก็บเกี่ยวได้ โดยถอนด้วยมือหรือขุด
11. การปลิดฝัก
- เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วให้ปลิดฝักทันที เลือกปลิดเฉพาะฝักที่แก่ และฝักที่ไม่เน่าเสียหาย หรืองอก
12. การตาก
- ตากฝักถั่วบนวัสดุรองรับ เช่น ผ้าใบ ตารข่ายไนล่อนชนิดตาถี่ เกลี่ยกองถั่วให้บางสม่ำเสมอ (ไม่ควรเกิน 5 ซม.) ตากประมาณ 4-6 วัน จนควรชื้นลดลงต่ำกว่า 9 % ฝักที่แห้งเมื่อเขย่าจะเกิดเสียงเมล็ดกระทบเปลือกฝัก ในขณะที่ตากระวังอย่าให้ถั่วลิสงถูกฝน
13. การเก็บรักษา
- ทำความสะอาดฝักโดยการร่อนดินออกก่อน คัดแยกฝักเสีย เก็บฝักดี และบรรจุฝักถั่วในกระสอบป่าน นำไปเก็บในโรงเก็บที่อากาศถ่ายเทได้ดี มีหลังคา ไม่มีหนู มอดและแมลงอื่นๆ ควรมีท่อนไม้หรือแคร่รองรับกระสอบที่อยู่ชั้นล่างสุด อย่าให้กระสอบสัมผัสพื้นโดยตรง
วิธีต่อมาเป็นวิธีที่ผมเห็นปลูกกันมาก ในจังหวัดสกลนครและจังหวัดกาฬสินธุ์ เพราะเป็นวิธีที่แนะนำโดยบริษัท แม่รวยการเกษตร (โก๋แก่) จำกัด ผมเองก็ปลูกวิธีนี้มาสามปีแล้ว ได้ผลผลิต 300 - 350 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่า "เยี่ยม" วิธีหนึ่ง และผมเคยลงแล้วในบล็อกตอนต้นๆปี แต่ขออนุญาต ลงในบทความนี้อีกทีนะครับ และมีแผ่นพับมาให้ดูด้วยครับ ตามนี้เลยครับ
17 ตุลาคม 2553
ลองมาแล้วววววว!!!!! พันธุ์ มข.60
23:37 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
ปลายฝนต้นหนาวมาถึงแล้ว แถวบ้านเรียก "ลมพัดข้าวดอ" เป็นสัญญาณบอกว่าเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว แต่ดูข่าววันนี้ต้องส่งแรงใจให้พี่น้องแถบ โคราชบ้านเอ็งนะครับเจอฝนกระหน่ำน้ำจากเขาใหญ่ท่วมจนเป็นเมืองใต้บาดาลไปในพริบตา ส่งใจอีกแรงใจนะครับ วันนี้เป็นอีกวันที่ผมจะลงเรื่องพันธุ์ถั่วลิสง ซึ่งผมลงมาแล้ว....กี่พันธุ์อ่ะ....ขอนแก่น 5 ขอนแก่น 6 กาฬสินธุ์ 1 และ สข.38 วันนี้ผมจะแนะนำพันธุ์ มข.60 อีกพันธุ์นะครับ เป็นอีกพันธุ์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยท่าน ดร. อารันต์ พัฒโนทัย จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้พัฒนาสายพันธุ์มาเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถั่วเมล็ดโต ศ.ดร.อารันต์และทีมวิจัยจึงได้ดำเนินการพัฒนาพันธุ์ถั่วลิสงเมล็ดโตอย่างต่อเนื่อง มข 60.ก็เป็นอีกพันธุ์ อายุสั้นเท่าๆ กับพันธุ์เมล็ดเล็ก (ประมาณ 110 วัน) ลำต้นไม่เลื้อย ตั้งต้นมากๆๆ ผมเอามาปลูกถึงกับอึ้ง เพราะใบเขียวเข้ม ลำต้นตั้งตรง ติดฝักกระจุก แต่ผมทดลอง 2 ฤดูปรากฏว่า มีปัญหาเรื่องการเก็บเกี่ยว เพราะเมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวหรือได้อายุ ต้นถั่วพันธุ์นี้ลำต้นจะโทรมและเปื่อยเร็วมาก ทำให้เวลาถอน โคนต้นขาดง่าย แล้วถั่วลิสงที่เก็บเกี่ยวตามอายุจะได้ถั่วอ่อน คือ 110 วันผมทดลองปลูกได้ผลเหมือนกันทั้ง 2 ครั้ง ปีนี้ผมจะทดลองอีกครั้งโดยจะเก็บข้อมูลอย่างละเอียดและนำมาเผยแพร่ให้อีกนะครับ แต่ต้องยอมรับถึงขนาดเมล็ดที่โตได้ใจเมื่อเทียบกับพันธุ์เมล็ดโตอื่น และลำต้นยังตั้งตรงดูแลกำจัดวัชพืชหรือตรวจแปลงได้ง่าย เราต้องยกนิ้วให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงนะครับเพราะกว่าจะมาเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เราได้ปลูก ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปี ขอให้กำลังใจท่าน ศ.ดร.อารันต์และทีมวิจัย ที่ยังให้ความสำคัญและเสียสละเวลาทำเพื่อคนติดดินอย่างเรา......(ยกนิ้วให้ครับ)
22 กันยายน 2553
ร้อยเอ็ด-กาฬสินธุ์ บ้านนี้เมืองนี้มีถั่วลิสง
03:17 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
ช่วงนี้มีเวลามานั่งเขียนบล็อกแบ่งปันเรื่องราวให้เพื่อนๆได้บ่อยและต่อเนื่องขึ้น เพราะเจ้าเทคโนโลยีที่ก้าวไกลมันอำนวยความสะดวกมากขึ้นเรื่อยๆๆนั่นเอง ผมขอขอบคุณเพื่อนๆที่เมล์มาสอบถามเรื่องราวต่างๆมากมาย จากที่ต่างๆๆกัน ยังไงต้องออกตัวก่อนว่า นานๆทีผมมีโอกาสมานั่ง เชคเมล์อาจตอบล่าช้าไปบ้าง ไม่ว่ากันนะครับ เรื่องราววันนี้ขอเจาะแหล่งถั่ว ฤดูฝนที่ผมผ่านมาผ่านไปบ่อยๆๆ กับสองจังหวัดที่ขึ้นชื่อว่า เป็นเซียนถั่วลิสงในภาคอิสานเลยทีเดียว ร้อยเอ็ดขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีตแต่ปัจจุบัน กลายเป็นแหล่งข้าวหอมมะลิที่สำคัญของโลกไปแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินทราย ปลูกอะไรๆก็มักได้ผลที่ไม่ค่อยดีนัก ถั่วลิสงก็มีปลูกเรียกว่า ประปราย แหล่งใหญ่ของจังหวัดอยู่อำเภอ หนองพอก ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 1,500 ไร่ในฤดูฝน มีผลผลิตรวมกันมากกว่า 350 ตันต่อปีเลยทีเดียว ผมเดินทางผ่านไปในช่วงที่เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตพอดี จึงได้มีโอกาสเก็บภาพมาฝากกัน
ส่วนวิธีการปลูก ก็ใช้รถไถเดินทางตามทำร่องแล้วหยอดเมล็ดตามร่อง เป็นแนวยาว วนรถกลับมากลบเมล็ดอีกครั้งทำวนไปจนเสร็จซึ่งประหยัดเวลาและแรงงานได้ดี เกษตรกรหลายรายใส่ปุ๋ยอัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่โดยใช้ปุ๋ยที่เหลือจาการทำนาข้าวมาใส่จึงไม่สามารถสรุปสูตรได้ครับ จากนั้นรอเก็บเกี่ยวอย่างเดียว ปัญหาที่พบในปีนี้คือ ความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกช่วงถั่วออกดอก ทำให้ติดฝักน้อย เมล็ดลีบเป็นส่วนมาก (ไม่รู้จะช่วยยังไงเน๊าะ...ฝนไม่ตกนี่) แต่พอที่จะมีรายได้ เนื่องจากราคาขายปีนี้ขยับ ขึ้นมาจากปีที่แล้วกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัมโดยจำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 20-25 บาทเลยครับพี่น้อง โห ราคาดีมากๆๆ แต่หันกลับมาดูต้นทุนถึงกับยิ้มไม่ออกเพราะ ค่าแรงงานที่ใช้เก็บเกี่ยวและปลิดฝัก ต้องเรียกว่า เว่อร์ครับ แรงงาน จ้างถอนถั่ว วันละ 180-200 บาทต่อวันต่อคน ค่าปลิดฝักคิดเป็นปี๊ป ปี๊ปละ 15-25 บาท โหหหหหหห ค่าปลิดฝักเฉลี่ยกิโลกรัมเดียวต้องจ้างปลิดฝักกว่า 3 บาทเลยอ่ะครับ การเก็บเกี่ยวหากปลิดไม่ทันก็ใช้วิธีตัดใบ มัดเป็นกระจุกแขวนด้วยไม้ไผ่ สอดไว้ใต้ถุนบ้าน สวยงามและเป็นระเบียบน่าชื่นชมภูมิปัญญาชาวบ้าน เดินมาอีกหลังต้องงง กับแท่นไม้นึกว่า พี่แกทอผ้าไหม จ๊ากกกกกกกกก เครื่องฟาดถั่ว ซึ่งเกษตรกรรายนี้บอกว่าจ้างไม่ไหวจึงดัดแปลงกี่กระตุกมาฟาดถั่วลิสงแทนซึ่งก็ประหยัดเวลาแรงงานได้ดีเยี่ยมก็โอเคนะครับ(ภาพบนสุด) ส่วนอีกจังหวัดคือ กาฬสินธุ์เมืองน้ำดำ ที่น้ำใจผู้คนใสสะอาดจริงๆต้องยอมรับ เกษตรกรยิ้มแย้มแจ่มใส และมีฐานะพอสมควรมีรถไถ รถสิบล้อ ขนส่งสินค้าเกษตร อย่างอ้อย มันสำปะหลัง ทีทำครั้งละหลายร้อย ที่ผมพูดคือ อำเภอคำม่วง ซึ่งมีไร่อ้อยเป็นส่วนมาก เกษตรกรปลูกเหมือนกันเด๊ะกับเกษตรกรจังหวัดร้อยเอ็ด เก็บเกี่ยวเหมือนกันเด๊ะ ยังกะฝาแฝด มีแตกต่างกันคือ ต้นทุน ที่คำม่วงจ้างปลิดฝักถึงปี๊ปละ 35 บาท ฟังแล้วช็อค เพราะถือว่าสูงมากผลผลิตที่นี่ถือว่า ดีมากครับเฉลี่ย ไร่ละ 280 กิโลกรัมในฤดูฝนปัญหาก็คล้ายกับที่ร้อยเอ็ดคือแห้งแล้งถั่วเมล็ดลีบ ติดฝักไม่ดี ถั่วลิสงถูกมัดจุกแขวนเต็มใต้ถุนบ้านเช่นเดียวกับร้อยเอ็ด มีการใช้ไม้ไผ่พาดฟาดถั่วเพราะต้นทุนแรงงานแพงเกิ๊นนน นี่คงเป็นปัญหาที่รอเทวดาสมองใสคิดเครื่องปลิดฝักที่ใช้แล้วเวิร์ค มาให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงที่ถามหากันแทบทุกราย ผมขอบนบาน "เทวาดา" ช่วยด้วย....อีกแรง
20 กันยายน 2553
ต้นทุนการปลูกถั่วลิสงที่ใครๆถามมา...จัดไปครับบบบบบ
20:34 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
จั่วไว้เพราะเป็นคำถามยอดฮิตในการตัดสินใจปลูกหรือทำธุรกิจที่มองเป็นเศรษฐศาสตร์มากที่สุดในกระบวนการผลิต เรื่องนี้อยากเขียนมานานมากแล้วครับ แต่รออัพเดทล่าสุดเรื่องเมล็ดพันธุ์ใน ฤดูปลูกแล้ง /2553 นี้จนแน่ใจว่านี่เป็นข้อมูลล่าสุดที่ผมเก็บมาจากเกษตรกร กว่า 500 รายในแถบภาคอีสานเกือบทุกจังหวัดครับ ซึ่งพอจะอ้างอิงในเชิงวิชาการได้ พอสรุปได้ดังนี้ครับ
ต้นทุนการผลิตถั่วลิสง พันธุ์ ไทนาน 9 ขนาด 1 ไร่ (ฤดูแล้ง)
ระยะปลูก 20 x 85 ซม. (ระหว่างต้น x ระหว่างแถว) ปลูก 2 แถว
1. ต้นทุนคงที่
1.1 ค่าเช่าที่ดิน 300
1.2 ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร 150
รวม 450
2. ต้นทุนผันแปร
2.1 แรงงาน
2.1.1 เตรียมดิน 400 ไถพรวน + คราดย่อยดิน+ ยกร่อง
2.1.2 เตรียมพันธุ์และปลูก 350 กะเทาะเปลือก+ ปลูก 2 คน
2.1.3 ดูแลรักษา 500 กำจัดวัชพืช + ให้น้ำ
2.1.4 เก็บเกี่ยว 300 แรงงาน 2 คน
2.1.5 การจัดการหลังเก็บเกี่ยว 1000 ปลิดฝัก + ตากแห้ง 4 แดด
รวม 2,550 บาท
2.2 ค่าวัสดุ
2.2.1 เมล็ดพันธุ์ 750 ถั่วฝัก 40 กก.
2.2.2 ค่าปุ๋ย 750 สูตร 15-15-15(50 ก.ก.)หรือ 12-24-12(30ก.ก.)
2.2.3 ค่าสารเคมี 120 สารกำจัดแมลง โรคพืช สารกำจัดวัชพืช
2.2.4 ค่าอุปกรณ์การเกษตรและวัสดุอื่น ๆ 100
รวม 1,720
รวมต้นทุนการผลิต 4,720 บาท
ต้นทุน / กิโลกรัม 13.48 บาท
ผลผลิต (กก./ไร่) 300 กก. ราคา กก.ละ 25 บาท 7,500 บาท
กำไรสุทธิ / ไร่ 2,780
ต้นทุนคิดแบบละเอียดพอสมควร ส่วนผลผลิตที่ได้คิดเฉลี่ยจากเกษตรกรครับ ซึ่งถือว่าสูงมากนะครับ เพราะโดยเฉลี่ยไทยเราประมาณ 250 กิโลกรัม(เด่วมาอัพวิเคราะห์ต้นทุนให้นะครับ)
ต้นทุนการผลิตถั่วลิสง พันธุ์ ไทนาน 9 ขนาด 1 ไร่ (ฤดูแล้ง)
ระยะปลูก 20 x 85 ซม. (ระหว่างต้น x ระหว่างแถว) ปลูก 2 แถว
1. ต้นทุนคงที่
1.1 ค่าเช่าที่ดิน 300
1.2 ค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร 150
รวม 450
2. ต้นทุนผันแปร
2.1 แรงงาน
2.1.1 เตรียมดิน 400 ไถพรวน + คราดย่อยดิน+ ยกร่อง
2.1.2 เตรียมพันธุ์และปลูก 350 กะเทาะเปลือก+ ปลูก 2 คน
2.1.3 ดูแลรักษา 500 กำจัดวัชพืช + ให้น้ำ
2.1.4 เก็บเกี่ยว 300 แรงงาน 2 คน
2.1.5 การจัดการหลังเก็บเกี่ยว 1000 ปลิดฝัก + ตากแห้ง 4 แดด
รวม 2,550 บาท
2.2 ค่าวัสดุ
2.2.1 เมล็ดพันธุ์ 750 ถั่วฝัก 40 กก.
2.2.2 ค่าปุ๋ย 750 สูตร 15-15-15(50 ก.ก.)หรือ 12-24-12(30ก.ก.)
2.2.3 ค่าสารเคมี 120 สารกำจัดแมลง โรคพืช สารกำจัดวัชพืช
2.2.4 ค่าอุปกรณ์การเกษตรและวัสดุอื่น ๆ 100
รวม 1,720
รวมต้นทุนการผลิต 4,720 บาท
ต้นทุน / กิโลกรัม 13.48 บาท
ผลผลิต (กก./ไร่) 300 กก. ราคา กก.ละ 25 บาท 7,500 บาท
กำไรสุทธิ / ไร่ 2,780
ต้นทุนคิดแบบละเอียดพอสมควร ส่วนผลผลิตที่ได้คิดเฉลี่ยจากเกษตรกรครับ ซึ่งถือว่าสูงมากนะครับ เพราะโดยเฉลี่ยไทยเราประมาณ 250 กิโลกรัม(เด่วมาอัพวิเคราะห์ต้นทุนให้นะครับ)
18 สิงหาคม 2553
ย่องเบา...เข้าแดนถั่วลิสง มุกดาหาร
10:06 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
03 สิงหาคม 2553
ถั่วลิสง : รักเธอ “ยิปซั่ม”(Gypsum)
07:43 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
วันนี้ผมขอนำเสนอในเรื่อง ยิปซั่ม ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ ว่าสามารถเพิ่มผลผลิตให้ถั่วลิสงได้จริง ทั้งงานวิจัย ทดลอง ต่าง ๆ แต่มุมที่ผมอยากนำเสนอคือว่า ทำไม "ยิปซั่ม" จึงเพิ่มผลผลิตถั่วลิสงได้ มีบทความมากมายนะครับ ที่มีข้อมูลเชิงวิจัย ผมขอใช้สำนวนเป็นภาษาชาวบ้านเพื่อสื่อสารให้เข้าใจง่าย ๆ แล้วกันนะครับ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจ ถั่วลิสง ชอบกินอะไรก่อนนะครับ ถั่วลิสงเป็นพืช ที่มีความต้องการเหมือนพืชชนิดอื่น และเราต้องเข้าใจว่าการจัดการดิน การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมกับความต้องการของถั่วลิสงก็เป็นการเพิ่มผลผลิตเช่นกัน
การใช้ประโยชน์จากยิปซั่มต่อการเกษตร มีหลากหลาย เช่น การใช้เพื่อปรับปรุงลักษณะทางกายภาพของดิน ใช้เพื่อลดระดับความเค็มของดิน ส่วนที่ใช้ในถั่วลิสงเป็นการให้ปุ๋ยเพื่อเพิ่มธาตุอาหาร โดยการโรยข้างแถวปลูกหรือหว่านในแปลงปลูกถั่วลิสง ก่อนถั่วลิสงออกดอก หรือหลังใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 หรือประมาณ 45 วันหลังปลูก ในอัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะถั่วลิสงต้องการธาตุแคลเซียมในปริมาณมาก โดยเฉพาะการปลูกถั่วลิสงในดินทราย ซึ่งถั่วลิสงจะใช้ธาตุแคลเซียมเพื่อพัฒนาคุณภาพและความสมบูรณ์ฝักและเมล็ด พูดแบบชาวบ้านคือ ทำให้ได้ถั่วเมล็ดเต็ม ไม่ลีบนั่นเอง ซึ่งผมสำรวจราคา ณ วันนี้ที่วางขายตามร้านค้าปุ๋ยวัสดุการเกษตร มีสองสามยี่ห้อ แพงสุด 25 กิโลกรัม ราคาขายปลีก 160 บาท ถูกสุด ก็ 50 กิโลกรัม ราคา 250 บาท ซึ่งดูแล้วเกรดก็ใกล้เคียงกันครับ เอาเป็นว่า 1 ไร่เรามีค่า ยิปซั่ม ประมาณ 300 บาทแล้วกันครับ ถือว่าถูกมากๆๆๆๆๆๆๆ เมื่อเทียบกับต้นทุนอื่นๆ ดังนั้นผมจึงสรุปและเหมาเอาได้เลยว่า ปลูกถั่วลิสงครั้งคราใดอย่าลืมใส่ยิปซั่มด้วยนะครับ..................... “เพราะเราคู่กัน”
03 กรกฎาคม 2553
โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
23:06 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่ประชาชน สองฝั่งลำน้ำก่ำในเขตสกลนครและนครพนม ทูลเกล้าขอความช่วยเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝน และขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร รวมทั้งอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจึงทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่14, 18และ 23พฤศจิกายน2535 ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการและทรงวางโครงการโดยพระองค์เอง ดังภาพร่างเค้าโครงพระราชทาน (แสดงในรูปนะครับ) เพื่อช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณ 2 ฝั่งลำน้าก่ำ ลำน้ำก่ำเริ่มจากหนองหาน อำเภอเมือง สกลนครครับ ไหลลงแม่น้ำโขง ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนมครับ ซึ่ง ทางกรมชลประทานได้ศึกษาและกำหนดลักษณะโครงการ เป็นการก่อสร้างประตุระบายน้ำ เพื่อเก็บกักน้ำและยกระดับน้ำให้สูงขึ้น จำนวน 7 แห่ง พร้อมทั้งก่อสร้าง ระบบส่งน้ำ รวมทั้งบึงขนาดใหญ่ จำนวน 15 แห่ง พื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ ประมาณ 165,500 ไร่ ปัจจุบันแล้วเสร็จไปแล้ว 4 แห่งมีระบบชลประทาน เป็นแบบสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 39,000 ไร่ ร่ายรายละเอียดที่มาที่ไปคร่าวๆๆนะครับ คำถามนะครับ "แล้วมันเกี่ยว'ไรกะถั่วฟะ" เอ่อเกี่ยวซิครับ เกี่ยวมากด้วย ก็เพราะคนปลูกถั่วต้องอาศัยระบบชลประทานเหล่านี้ในการปลูกถั่วลิสงและทำการเกษตร ผมบอกได้เลย หากโครงการนี้แล้วเสร็จ แหล่งถั่วลิสงแห่งใหม่ก็คือพื้นที่รอบๆๆโครงการนี้ล่ะครับ เป็นหมื่นๆไร่ ซึ่งที่ผมนำเสนอเรื่องนี้ เพราะผมมีโอกาสเดินทางเยี่ยมชมโครงการ ที่แล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง กับท่าน ดร.วิโรจน์ อิ่มพิทักษ์ กรรมการบริหาร ธกส. และคณะทำงานหลายฝ่าย ผอจ.สกลนคร ผอจ.นครพนม เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หลายๆๆหน่วยงาน ร่วมกันลงพื้นที่ เพื่อวางนโยบาย และรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร เพื่อรองรับชลประทานที่จะแล้วเสร็จ เพื่อการเกษตรกรรม ซึ่งที่แรกที่ผมไปคือ โครงการแก้มลิงหนองบึงแดง อ.เมือง จ.สกลนครซึ่งกำลังอยู่ระหว่าง ใกล้แล้วเสร็จ นั่งโต๊ะกลมคุยกันโดยท่าน ดร.วิโรจน์ เป็นกันเองมากๆครับ หนองบึงแดง เป็นหนองขนาดใหญ่ครับ ซึ่งอยู่ในหมูบ้านบึงแดง ตำบลโคกก่อง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โครงสร้างเกือบเสร็จแล้วครับ ซึ่งได้นายกอบต.โคกก่อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกือบทั้งตำบลมาร่วมเสวนา ซึ่งสรุปคร่าว ๆได้ว่า ทาง ธกส. จะสนับสนุสินเชื่อ ร่วมกับดึงงบ อบต. มาช่วยสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ซึ่งจะรับน้ำจากหนองบึงแดงอีกทอดหนึ่ง กักเก็บเป้นทอดๆๆ เพื่อขยายพื้นที่รอบๆให้ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มประสิทธิภาพ ร่วมทั้งให้สินเชื่อกับเกษตรกรที่ต้องการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ชลประทานดังกล่าว อีกทั้งยังส่งเสริม สนับสนุน หน่วยงานเอกชนที่มีศักภาพในการส่งเสริมพืชฤดูแล้ง มาช่วยอีกแรง นับว่าเป็นนโยบายที่สวยหรู น่าชื่นชม ชื่นใจ ออกจากหนองบึงแดง ผมไม่ได้ร่วมเดินทางไปอีกโครงการ แต่ผมมานั่งรอที่ประตูระบายน้ำน้ำก่ำตอนล่าง(ดังรูปภาพนะครับ) พอผมเข้าไป พื้นที่ ต้องบอกว่า สวยงามมากๆครับ วันนั้นแดดจัด บรรยากาศร้อนมากมาย แต่ได้วิว บรรยากาศประตูระบายน้ำมาตัดทำให้ผมแอบยิ้ม กับความสุขเล็กๆ รอแป๊ปเดียวครับ คณะท่าน ดร.วิโรจน์ก็เดินทางมาถึง ฟังบรรยายสรุปงานโครงการจากกรมชลประทาน สรุปเล่าถึงที่มาที่ไปโครงการ อนาคต เป้าหมาย การดำเนินงานต่างๆๆละเอียดยิบ ซึ่งมีภาพตอนนึงซึ่งเป็นภาพร่างเค้าโครงพระราชทานแสดงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในการพัฒนาลุ่มน้ำก่ำ ขนลุกนะครับ เป็นภาพวาดจากฝีพระหัตจริงๆๆ ผมดูแล้วอึ้ง ต้องบอกว่าเราโชคดีมากๆๆที่เกิดมาเป็นคนไทย เกิดมาอยู่ใต้พระบารมีของพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ส่วนพืชฤดูแล้งที่ใช้ประโยชน์จากโครงการ มีมันฝรั่ง มะเขือเทศ แตงโม ข้าวโพด แต่ผมไม่ยักเห็นถั่วลิสง ผมจึงมีแนวคิดที่จะร่วมสนับสนุนส่งเสริมการปลูกในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการเพาะปลูกพืช เกือบๆๆ บ่าย สองครับ หิวมาก ไปทานข้าวกันที่ อำเภอธาตุพนม ร้านบ้านเพื่อนๆท่าน ดร.วิโรจน์ ครับ เมนูคงหนีไม่พ้นปลาน้ำโขง มาทุกรูปแบบครับ ต้มยำ ลาบ ทอด อิ่มอร่อยทั้งคณะ ฟังท่าน ดร.วิโรจน์และเพื่อนขับกล่อมสุนทราภรณ์ ยังกะนั่งในโรงแรม 5 ดาว หาใดเหมือน......(แซบบบบบบบบ) อิ่มจังตังค์อยู่ครบ!!!!!! ออกเดินทางต่อ ไป ที่ ภูพานน้อยอนุสรณ์สถานแห่งความสงบ ตั้งอยู่บนภูพานน้อย ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม บนถนนสายดงหลวง - นาแก ซึ่งตรงนี้เป็นสถานที่ที่มีการทำงานของชุมชนในตำบลพิมาน โฮมสเตย์ บ้านพัก จัดอบรมสัมมนา วันนั้นฝนตกปรอยๆ บรรยากาศดีมาก ซึ่งคณะท่าน ดร.วิโรจน์ ติดตามงานที่มาให้แผนงานในครั้งก่อนซึ่งก็มีการปฏิบัติตามแผนเป็นอย่างดี ทั้งการเพิ่มผลผลิตข้าว การรวมกลุ่มแม่บ้านต่าง ๆ การปลูกเงาะซึ่งอร่อย หวานๆๆๆไม่แพ้เงาะจันทบุรีเลยครับ ผมติดตามได้พักใหญ่ ต้องขอตัวกลับก่อนคณะท่าน เพราะผม แอบติดตามไปดู ระบบชลประทาน ในการเดินทางครั้งนี้ขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุกูล วัฒนสุข ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ม.เกษตร สกลนคร ที่กริ๊งกร๊างให้ผมร่วมติดสอยห้อยตามไปด้วย สนุกได้เปิดหูเปิดตากับโครงการดีๆที่ไม่ค่อยนำมาพูดถึง "ปิดทองหลังพระ" สุภาษิตนี้ยังคงขลังเช่นเคยครับ17 มิถุนายน 2553
การปลูกถั่วฤดูฝน
02:35 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ

จริง ๆ ผมควรลงเรื่องนี้ตั้งแต่ปลาย ๆ เดือนเมษายน นะครับ แต่มัวแต่ไปเที่ยวดูของคนอื่นก่อน จึงเพิ่งมาปลูกของตัวเอง ปีนี้ผมลงถั่วฤดูฝน ทั้งหมดเกือบ ๆ 20 ไร่ ซึ่งมีแปลงทดลองเล็ก ๆ อีกประมาณ 1 ไร่ เพื่อทดลองการใช้ปุ๋ย เพิ่มผลผลิตถั่วฤดูฝน เพราะผลผลิตฤดูฝนผม พันธุ์ ไทนาน 9 เฉลี่ยที่ปลูกมาแค่ สองร้อยฟ่าๆๆ เอง ถือว่าต่ำ พูดง่ายๆ ได้ D อ่ะครับ เรื่องที่ผ่านมาเป็นการปลูกที่สระบุรีก็แตกต่างกันสิ้นเชิงนะครับเพราะสภาพพื้นที่ด้วย วิธีการปลูกผมใช้แทรคเตอร์ลงผาล 7 วิ่งไปกลับทับรอยเดิม ก็จะได้ร่องสูงประมาณ 30 ซม. ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 1.30 เมตร ซึ่งผมปลูก 4 แถว ห่างกันประมาณ 20 ซม. ที่ทำอย่างนี้เพราะพื้นที่ผมมีปัญหาการระบายน้ำจึงต้องยกร่องสูงเล็กน้อยป้องกันปัญหาน้ำท่วมแปลง ส่วนพื้นที่ที่ดอนระบายน้ำดี ก็ไม่จำเป็นต้องยกร่องก็ได้ครับส่วนอีกภาพเป็นผาลที่ผมลองซื้อมาใช้ดูและทดลองปลูกแถวเดียวระยะห่างระหว่างแถว 55 ซม.ครับก็ผาลนี้โอเคครับร่องตรง และประหยัดเวลาหรือจะปลูกโดยวิธีการแบบเกษตรกร อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ก็โอเค ใช้ผาลที่ติดกับรถไถเดินตามโดยถอดผาลด้านหน้าออก ให้เหลือผาลเดียวแล้วไถพรวนเป็นแนว ใช้เมล็ดหยอดลงในร่อง แล้ววนรถไถกลับมากลบรอยเดิม ซึ่งประหยัดเวลาและค่าแรงงานดีมาก ดินที่ผมปลูกเนื้อดินส่วนมากเป็นดินทราย ผมจึงใช้ปุ๋ยรองพื้น สูตร 8-24-24 รองพื้น 10 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นต้องพ่นยาคลุมหญ้าครับเพราะใช้แรงงานคงไม่ไหว ผมเลือกใช้ อะลาคลอร์ครับ ก่อนถั่วออกดอกหรือประมาณ 25 วันควรกำจัดวัชพืชอีกครั้งหากมีนะครับ ถ้าไม่มีก็หลังใส่ปุ๋ยครั้งที่สอง สูตรเดิมอีกสัก 20 กิโลกรัม หลังถั่วออกดอก หรือหลังใส่ปุ่ยครั้งที่สองสักอาทิตย์ ให้โรยยิปซั่มข้างแถวปลูกเพื่อคุณภาพเมล็ดที่ดีอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ แค่นี้ก็เสร็จพิธี รอเก็บเกี่ยวขายผลผลิตยิ้มชื่นบานฤทัย อ่อถั่วฤดูฝนจะไม่ค่อยยืดเวลาเก็บเกี่ยวลงบันทึกวันที่ปลูกไว้หน่อยก็ดีครับ 04 มิถุนายน 2553
ถั่วลิสง-ฤดูฝน-พระพุทธบาท-สระบุรี-ไปดูมาแล้ว
20:18 | Posted by
peanut |
แก้ไขบทความ
ชื่อเรื่องยาวเพราะจะได้อธิบายเนื้อเรื่องชัดเจนยิ่งขึ้น วันที่ 2 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมาผมออกเดินทาง พร้อมทีมงาน ไปเยี่ยมชมเทคโนโลยีการปลูกถั่วลิสงที่ใช้เครื่องปลูกแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งผมคุ้มค่ากับการเดินทางทริปนี้พอสมควร เพราะมีอาจารย์ระดับ ดร.เป็นวิทยากรที่ถามไรตอบได้ทุกคำถาม เรียกว่า ไขกันหมดก๊อกได้เลยครับ ท่านแรกเป็นปรมาจารย์ด้านปุ๋ยและสารปรับปรุงดิน ท่าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปิยะ ดวงพัตรา อีกท่านนึงเป็นปรมาจารย์ด้านการปรับปรุงพันธุ์ ข้าวโพด เรียกว่า มือวางอันดับ 1 ครับ ท่าน ดร.ทวีศักดิ์ ภู่หลำ ซึ่ง ดร.ทวีศักดิ์ เป็นเจ้าภาพพาไปชมแปลงปลูก ทั้งข้าวโพดและถั่วลิสง แต่ผมขออนุญาตพูดเฉพาะเรื่องถั่วลิสงครับ ถั่วลิสงใน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป็นการปลูกบนพื้นที่ที่เรียกว่านิคมที่มีการจัดสรรพื้นที่เป็นบล็อก สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ พื้นที่โดยทั่วไปเป็นดินหินโผล่ ซึ่งดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง พื้นที่ไม่สม่ำเสมอ การเตรียมดินถือว่า เกษตรกรเองเตรียมดินได้ดีมากครับ เพราะถ้าให้คนแถวบ้านผมไปทำคงจะไม่กล้าทำเพราะปนหินหลายขนาดมากๆ ทำยาก แต่สำหรับคนพระพุทธบาท...ชิว ชิว..ส่วนมากการปลูกเป็นการปลูกโดยไม่ยกร่อง ใช้เครื่องหยอดเมล็ดซึ่งผมยังไม่เห็นตัวเครื่อง เนื่องจากเกษตรกรยืมเพื่อนๆมาปลูก ถ้าซื้อราคาเครื่องประมาณ 25,000 บาท ใช้ติดรถแทรคเตอร์วิ่งหยอดเป็นแถวได้อย่างสบาย ระยะห่างระหว่างแถว 25 เซนติเมตร เครื่องจะโรยเป็นแถว ซึ่งจริงๆ สามารถตั้งระยะได้โดยเปลี่ยนจานหยอดได้ทุกระยะ เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงก็เหมือนๆกับเครื่องหยอดเมล็ดข้าวโพดนั่นเอง ที่พระพุทธบาทหรือแถบสระบุรี จะปลูกข้าวโพดกันเต็มพื้นที่ สุดลูกหูลูกตา มีถั่วลิสงบ้างนานๆที ซึ่งผมตื่นตาตื่นใจพอสมควรกับการเกษตรที่สระบุรี ที่พัฒนาไปไกลกว่าพื้นที่ทางอีสาน เรียกว่า ผมต้องเรียนรู้การปลูกถั่วลิสงกันใหม่เลยที่เดียว แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งเทคโนโลยีการปลูก ทั้งการตลาด ซึ่งเครื่องหยอดเมล็ดประหยัดเวลาและแรงงานได้หลายเท่าตัว เพราะพื้นที่ที่ผมไปดูประมาณ 5 ไร่ใช้แรงงาน 2 คนใช้เวลาปลูกแค่ 3 ชั่วโมง...อึ้งเลยครับเพราะที่อิสาน 5 ไร่ ถ้าใช้แรงงาน 2 คนปลูกเท่ากัน ต้องใช้เวลาถึง 7 วันเลยที่เดียว (โห..ขนาดนั้นเลย) ต้องขอขอบคุณท่านดร.ปิยะ และ ดร.ทวีศักดิ์เป็นอย่างสูงครับที่ให้เกียรติและให้ความรู้กับผมและทีมงาน ส่วนอีกท่านคือ อาจารย์เจษฎา มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ผู้แนะนำสถานที่และร่วมเดินทางไปด้วยกัน ก่อนกลับผมแวะไปเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีน้ำน้อยมากๆ ครับ แต่บรรยากาศยังเป็นที่พึ่งยามเหนื่อยๆได้ดี แวะทานอาหารปลา ปู กุ้ง ร้านอาหารแถบๆเขื่อนซึ่งทริป นี้ต้องบอกว่า "สุโค่ยยยยยยย" ครับ....!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



















